InnoWell Intelligence
Cloud HIS

Cloud หรือ On-Premise: โรงพยาบาลควรเก็บระบบไว้ที่ไหน

คำถามเรื่องคลาวด์ไม่ได้เป็นแค่เรื่องเทคนิค แต่เกี่ยวกับกฎหมายข้อมูล ความพร้อมใช้งาน ต้นทุนระยะยาว และทักษะของทีม บทความนี้เปรียบเทียบสามทางเลือกอย่างเป็นกลาง พร้อมคำถามที่ผู้บริหารควรถามก่อนตัดสินใจ

22 ตุลาคม 2569 อ่าน 10 นาที ทีมบรรณาธิการ InnoWell
ภาพประกอบ: ตู้เซิร์ฟเวอร์ในห้องไอทีของโรงพยาบาล ข้างหน้าต่างที่มองเห็นท้องฟ้า
ทางเลือกที่เหมาะขึ้นกับข้อมูล ความเสี่ยง และความพร้อมของแต่ละโรงพยาบาล

เมื่อโรงพยาบาลต้องเปลี่ยนระบบ HIS ขยายระบบภาพทางการแพทย์ หรือเปิดบริการใหม่ คำถามที่ตามมาเสมอคือควรตั้งระบบไว้ในโรงพยาบาลหรือขึ้นคลาวด์ ทั้งสองแบบมีข้อดีจริง และมีความเสี่ยงจริง การตัดสินใจที่ดีจึงเริ่มจากการเข้าใจว่าแต่ละแบบย้ายภาระอะไรไปไว้ที่ใคร

หลักคิดสั้น ๆ

ไม่มีคำตอบเดียวที่ถูกสำหรับทุกโรงพยาบาล ที่ตั้งของระบบสำคัญน้อยกว่าการควบคุมความปลอดภัย การสำรองข้อมูลที่กู้คืนได้จริง และแผนรับมือเมื่อระบบล่ม ซึ่งต้องมีไม่ว่าจะเลือกแบบใด

นิยามให้ตรงกันก่อน

  • On-Premise เซิร์ฟเวอร์และระบบอยู่ในโรงพยาบาลหรือศูนย์ข้อมูลที่โรงพยาบาลดูแลเอง
  • Public Cloud ใช้โครงสร้างพื้นฐานของผู้ให้บริการ ในรูปแบบ IaaS, PaaS หรือ SaaS ตามนิยามของ NIST SP 800-145
  • Private Cloud คลาวด์ที่ใช้เฉพาะองค์กรเดียว ซึ่งอาจตั้งอยู่ในสถานที่ของโรงพยาบาลเองหรือของผู้ให้บริการก็ได้
  • Hybrid ผสมหลายแบบ เช่น ระบบหลักอยู่ในโรงพยาบาล ส่วนการสำรองข้อมูลหรือบริการบางส่วนอยู่บนคลาวด์

กฎหมายไทยว่าด้วยที่ตั้งข้อมูล

PDPA: ไม่ห้ามคลาวด์ แต่มีเงื่อนไขการโอนข้อมูลไปต่างประเทศ

ข้อมูลสุขภาพเป็นข้อมูลอ่อนไหวตามมาตรา 26 แต่ PDPA ไม่ได้ห้ามเก็บข้อมูลนอกประเทศ สิ่งที่กฎหมายกำหนดคือเงื่อนไขการส่งหรือโอนข้อมูลไปต่างประเทศตามมาตรา 28–29 ซึ่งมีประกาศคณะกรรมการฯ สองฉบับที่มีผลตั้งแต่ 24 มีนาคม 2567 รองรับกลไก เช่น ประเทศปลายทางที่มีมาตรฐานเพียงพอ นโยบายภายในกลุ่มกิจการที่ได้รับการรับรอง (BCR) และสัญญามาตรฐาน จากการตรวจสอบของเรา ยังไม่พบการประกาศรายชื่อประเทศที่มีมาตรฐานเพียงพอ

ประกาศยังระบุว่าการเก็บข้อมูลไว้กับผู้ให้บริการคลาวด์ที่บุคคลอื่นเข้าถึงไม่ได้ อาจไม่ถือเป็นการส่งหรือโอนข้อมูล หากมีมาตรการทางเทคนิคหรือข้อสัญญารองรับ ขอบเขตของข้อยกเว้นนี้ควรให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาเป็นกรณี และไม่ว่าเลือกแบบใด ผู้ให้บริการคลาวด์มักมีสถานะเป็นผู้ประมวลผลข้อมูล โรงพยาบาลจึงต้องมีข้อตกลงตามมาตรา 40 และกำหนดมาตรการความปลอดภัยให้ผู้ประมวลผลปฏิบัติตาม (อ่านเพิ่มใน PDPA กับข้อมูลสุขภาพ)

พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562

ด้านสาธารณสุขเป็นหนึ่งในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ (CII) หน่วยงานที่ถูกกำหนดเป็น CII ต้องปฏิบัติตามประมวลแนวทางปฏิบัติ ประเมินความเสี่ยงและตรวจสอบด้านความมั่นคงปลอดภัยอย่างน้อยปีละครั้ง และรายงานภัยคุกคามที่สำคัญ ประกาศคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติเรื่องการกำหนดระดับความมั่นคงปลอดภัยของระบบและมาตรฐานขั้นต่ำ ซึ่งมีผลตั้งแต่ 18 มกราคม 2568 ใช้กับหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานควบคุมหรือกำกับดูแล และหน่วยงาน CII เงื่อนไขเหล่านี้ใช้กับระบบทั้งในโรงพยาบาลและบนคลาวด์

โรงพยาบาลรัฐกับนโยบาย Cloud First

เมื่อ 16 ธันวาคม 2567 คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องมีมติให้สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (สพร.) เป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการคลาวด์ภาครัฐ และในปี 2568 มีร่างแนวทางการใช้คลาวด์ภาครัฐและการจัดระดับชั้นข้อมูลออกมารับฟังความคิดเห็น ซึ่งยกเวชระเบียนเป็นตัวอย่างข้อมูลระดับ Protected และแนะนำให้เก็บบนคลาวด์ในประเทศพร้อมมาตรการเสริม เอกสารนี้ยังเป็นร่างและมุ่งใช้กับหน่วยงานรัฐ โรงพยาบาลรัฐจึงควรตรวจสอบสถานะล่าสุดกับ สพร. และหน่วยงานต้นสังกัดก่อนตัดสินใจ

ความปลอดภัย: ใครรับผิดชอบอะไร

ผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ใช้หลักความรับผิดชอบร่วม (shared responsibility) ผู้ให้บริการดูแลความปลอดภัย “ของ” คลาวด์ เช่น ศูนย์ข้อมูล ฮาร์ดแวร์ และเครือข่าย ส่วนลูกค้าดูแลความปลอดภัย “ใน” คลาวด์ ไม่ว่าจะใช้ IaaS, PaaS หรือ SaaS โรงพยาบาลยังรับผิดชอบข้อมูล บัญชีผู้ใช้ และการตั้งค่าเสมอ ขณะที่ระบบ On-Premise โรงพยาบาลรับผิดชอบทั้งหมดเอง

ระบบทั้งสองแบบถูกโจมตีหรือหยุดชะงักได้ โรงพยาบาลในไทยเคยถูกโจมตีด้วย ransomware เช่น โรงพยาบาลสระบุรีในปี 2563 และโรงพยาบาลอุดรธานีในปี 2566 ส่วนเหตุการณ์อัปเดตซอฟต์แวร์ CrowdStrike ผิดพลาดในเดือนกรกฎาคม 2567 กระทบเครื่อง Windows ทั้งในองค์กรและบนคลาวด์ สิ่งที่ลดความเสียหายได้จริงคือการควบคุมสิทธิ์ การแพตช์ การแยกเครือข่าย และแผนกู้คืน ไม่ใช่ที่ตั้งของเซิร์ฟเวอร์เพียงอย่างเดียว

ความพร้อมใช้งาน: อินเทอร์เน็ต SLA และแผน downtime

SAFER Guide ด้านแผนรองรับเหตุฉุกเฉินของสำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศสุขภาพของสหรัฐฯ (ONC) ระบุว่าระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ล่มได้ในทุกสภาพแวดล้อม และแนะนำให้มีเส้นทางอินเทอร์เน็ตสองเส้นทางจากผู้ให้บริการต่างราย มีสำเนาข้อมูลแบบอ่านอย่างเดียวที่ใช้ได้ขณะระบบหลักล่ม และมีแบบฟอร์มกระดาษสำรองพอใช้อย่างน้อย 8 ชั่วโมง ข้อแนะนำเหล่านี้สำคัญยิ่งขึ้นเมื่อระบบอยู่บนคลาวด์ เพราะงานทั้งหมดขึ้นกับการเชื่อมต่อ

SLA ไม่ใช่การรับประกันว่าระบบจะไม่ล่ม เอกสารของ Microsoft อธิบายว่า SLA เป็นข้อผูกพันที่มีเงื่อนไข การชดเชยมักเป็นเครดิตค่าบริการซึ่งไม่ครอบคลุมความเสียหายทางธุรกิจ และระบบที่พึ่งบริการหลายตัวจะมีความพร้อมใช้งานรวมต่ำกว่า SLA ของแต่ละตัว ตัวอย่างเช่น เหตุบริการ AWS ภูมิภาค us-east-1 หยุดชะงักในวันที่ 19–20 ตุลาคม 2568 จากปัญหาระบบ DNS อัตโนมัติ

สำรองข้อมูลและการกู้คืนจาก ransomware

คู่มือ #StopRansomware ของ CISA แนะนำให้เก็บสำเนาสำรองแบบออฟไลน์และเข้ารหัส และทดสอบการกู้คืนเป็นประจำ คู่มือยังเตือนว่าการสำรองข้อมูลอัตโนมัติขึ้นคลาวด์เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะไฟล์ที่ถูกเข้ารหัสอาจถูกซิงก์ทับสำเนาที่ดี หลักที่ใช้กันทั่วไปคือ 3-2-1 คือมีสำเนาอย่างน้อย 3 ชุด บนสื่อ 2 ประเภท และอยู่นอกสถานที่ 1 ชุด ไม่ว่าระบบหลักจะอยู่ที่ใด

โครงสร้างต้นทุน: ไม่ใช่แค่ราคาเซิร์ฟเวอร์

แนวทางของรัฐบาลสหราชอาณาจักรอธิบายว่าศูนย์ข้อมูลของตนเองมักเป็นงบลงทุน (capex) ส่วนคลาวด์มักเป็นงบดำเนินงาน (opex) ที่ผันแปรตามการใช้งาน และการเก็บ log เพื่อติดตามการใช้งานก็มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ขณะที่หน่วยงานกำกับการแข่งขันของสหราชอาณาจักร (CMA) พบว่าค่าโอนข้อมูลออก (egress) และเงื่อนไขไลเซนส์บางแบบทำให้ย้ายผู้ให้บริการได้ยาก การเปรียบเทียบที่ยุติธรรมจึงควรดูต้นทุนรวมตลอดอายุการใช้งาน ได้แก่

  • On-Premise: เครื่องและไลเซนส์ รอบเปลี่ยนอุปกรณ์ ไฟฟ้าและระบบทำความเย็น พื้นที่ และทีมดูแล
  • Cloud: ค่าบริการรายเดือน ค่าพื้นที่เก็บข้อมูลและ log ค่าโอนข้อมูลออก และทีมที่ต้องบริหารสิทธิ์และต้นทุนคลาวด์
  • ทั้งสองแบบ: อินเทอร์เน็ตสำรอง ระบบสำรองข้อมูล การทดสอบกู้คืน และต้นทุนการย้ายออกในอนาคต

ตารางเปรียบเทียบ

ประเด็นOn-PremisePublic CloudHybrid
ความรับผิดชอบด้านความปลอดภัยโรงพยาบาลดูแลทั้งระบบแบ่งกับผู้ให้บริการ แต่ข้อมูล บัญชีผู้ใช้ และการตั้งค่ายังเป็นของโรงพยาบาลต้องกำหนดเส้นแบ่งให้ชัดทั้งสองฝั่ง
ที่ตั้งข้อมูลและ PDPAอยู่ในโรงพยาบาลเลือกภูมิภาคในประเทศได้ ถ้าอยู่นอกประเทศต้องดูมาตรา 28–29แยกข้อมูลอ่อนไหวไว้ในที่ที่กำหนดได้
การพึ่งพาอินเทอร์เน็ตต่ำสำหรับผู้ใช้ภายในสูง ควรมีเส้นทางสำรองปานกลาง
ความพร้อมใช้งานขึ้นกับไฟฟ้า อุปกรณ์ และทีมของโรงพยาบาลมี SLA แต่ไม่ใช่การรับประกัน ชดเชยเป็นเครดิตใช้ฝั่งหนึ่งเป็นสำรองของอีกฝั่งได้
ransomware และสำรองข้อมูลต้องจัดสำเนาออฟไลน์เองยังต้องมีสำเนาแยก เพราะการซิงก์อาจทับสำเนาที่ดีทำสำเนาข้ามสภาพแวดล้อมได้
ต้นทุนงบลงทุนก้อนแรกและรอบเปลี่ยนอุปกรณ์งบดำเนินงานผันแปร มีค่า log และค่าโอนข้อมูลออกมีทั้งสองแบบ และต้องจัดการความซับซ้อน
ทักษะทีมดูแลโครงสร้างพื้นฐานตั้งค่า บริหารสิทธิ์ และบริหารต้นทุนคลาวด์ต้องมีทั้งสองชุดทักษะ

รูปแบบไฮบริดที่พบบ่อย

  • ระบบหลักอยู่บนคลาวด์ มีสำเนาแบบอ่านอย่างเดียวในโรงพยาบาลไว้ใช้ขณะอินเทอร์เน็ตล่ม
  • ระบบหลักอยู่ในโรงพยาบาล มีสำรองข้อมูลและไซต์กู้คืนบนคลาวด์
  • ระบบที่เปลี่ยนบ่อยหรือต้องขยายตามการใช้งาน เช่น Telemedicine หรือ Dashboard อยู่บนคลาวด์ ส่วนระบบที่ต้องทำงานแม้ไม่มีอินเทอร์เน็ตอยู่ในโรงพยาบาล
  • สำรองข้อมูลแบบคลาวด์ไปคลาวด์ ควบคู่กับสำเนาออฟไลน์ที่แยกจากระบบหลัก

คำถามก่อนตัดสินใจ

  • ข้อมูลแต่ละประเภทมีระดับความลับเท่าใด และต้องอยู่ที่ใด
  • ระบบนี้หยุดได้นานที่สุดเท่าใด (RTO) และยอมให้ข้อมูลหายย้อนหลังได้เท่าใด (RPO)
  • ถ้าอินเทอร์เน็ตหลักล่ม งานหน้าห้องตรวจ ห้องยา และห้องฉุกเฉินจะทำต่ออย่างไร
  • สัญญากับผู้ให้บริการระบุที่ตั้งข้อมูล การแจ้งเหตุละเมิด การตรวจสอบ และการคืนข้อมูลเมื่อเลิกใช้หรือไม่
  • ทดสอบกู้คืนข้อมูลครั้งล่าสุดเมื่อใด และใช้เวลานานเท่าใด
  • ทีมมีทักษะดูแลรูปแบบที่เลือกหรือไม่ หรือต้องพึ่งผู้ให้บริการ
  • ต้นทุนรวม 5 ปีของแต่ละทางเลือกเป็นเท่าใด รวมค่าย้ายออก

คำถามที่พบบ่อย

PDPA ห้ามเก็บข้อมูลผู้ป่วยบนคลาวด์ต่างประเทศหรือไม่

ไม่ห้ามโดยเด็ดขาด แต่ข้อมูลสุขภาพเป็นข้อมูลอ่อนไหว และการโอนข้อมูลไปต่างประเทศต้องเป็นไปตามมาตรา 28–29 และประกาศที่มีผลตั้งแต่ 24 มีนาคม 2567 ควรให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาเป็นกรณี

ย้ายขึ้นคลาวด์แล้วไม่ต้องสำรองข้อมูลเองใช่ไหม

ไม่ใช่ CISA เตือนว่าการสำรองอัตโนมัติบนคลาวด์อย่างเดียวอาจไม่พอ และแนะนำให้มีสำเนาออฟไลน์และทดสอบการกู้คืน

SLA 99.9% แปลว่าระบบจะไม่ล่มใช่ไหม

ไม่ใช่ SLA เป็นข้อผูกพันแบบมีเงื่อนไข การชดเชยมักเป็นเครดิตค่าบริการ และไม่ครอบคลุมความเสียหายต่อการให้บริการผู้ป่วย

On-Premise ปลอดภัยกว่าเสมอไหม

ไม่เสมอไป ระบบในโรงพยาบาลก็ถูก ransomware ได้ สิ่งที่สำคัญกว่าคือการควบคุมสิทธิ์ การแพตช์ การแยกเครือข่าย และแผนกู้คืนที่ทดสอบแล้ว

แหล่งอ้างอิง

อ่านต่อ