InnoWell Intelligence
PDPA ข้อมูลสุขภาพ

PDPA กับข้อมูลสุขภาพ: สิ่งที่โรงพยาบาลต้องทำให้ถูกต้อง

ข้อมูลสุขภาพเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่อ่อนไหวที่สุดประเภทหนึ่งตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) โรงพยาบาลเก็บและใช้ข้อมูลนี้ทุกวัน จึงต้องรู้ว่าฐานทางกฎหมายใดใช้ได้ เมื่อใดต้องขอความยินยอม และต้องเตรียมอะไรไว้ก่อนเกิดเหตุข้อมูลรั่ว

22 ตุลาคม 2569 อ่าน 10 นาที ทีมบรรณาธิการ InnoWell
ภาพประกอบ 3 มิติ: แฟ้มข้อมูลผู้ป่วยในกล่องแก้ว เส้นทางข้อมูลที่ล็อกด้วยกุญแจ เอกสารความยินยอม และเจ้าหน้าที่ตรวจสอบสิทธิ์
ข้อมูลผู้ป่วยต้องมีทั้งฐานทางกฎหมายที่ถูกต้อง การควบคุมการเข้าถึง และแผนรับมือเมื่อเกิดเหตุ

โรงพยาบาลหนึ่งแห่งเก็บข้อมูลสุขภาพตั้งแต่ลงทะเบียน คัดกรอง ตรวจรักษา จ่ายยา ไปจนถึงเบิกจ่ายค่ารักษา ข้อมูลเหล่านี้อยู่ทั้งในระบบ HIS แฟ้มกระดาษ อีเมล แชตกลุ่ม และระบบของคู่สัญญา PDPA ไม่ได้ห้ามโรงพยาบาลใช้ข้อมูลเหล่านี้ แต่กำหนดให้ต้องมีฐานทางกฎหมายที่ถูกต้อง ใช้เท่าที่จำเป็น และป้องกันอย่างเหมาะสม

หลักคิดสั้น ๆ

การรักษาพยาบาลตามปกติไม่จำเป็นต้องขอความยินยอมใหม่ทุกครั้ง เพราะกฎหมายมีข้อยกเว้นรองรับ แต่เมื่อจะนำข้อมูลไปใช้นอกเหนือการรักษา เช่น ส่งให้บริษัทประกันเอกชน ทำการตลาด หรือพัฒนา AI ต้องพิจารณาฐานทางกฎหมายใหม่ทุกครั้ง

ข้อมูลสุขภาพคือ “ข้อมูลอ่อนไหว”

มาตรา 26 ของ PDPA จัดให้ข้อมูลสุขภาพ ข้อมูลพันธุกรรม และข้อมูลชีวภาพ เป็นข้อมูลส่วนบุคคลประเภทพิเศษ การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้ง เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นที่กฎหมายกำหนด ข้อยกเว้นที่เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาลมากที่สุด ได้แก่

  • ป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพ เมื่อเจ้าของข้อมูลไม่สามารถให้ความยินยอมได้ เช่น ผู้ป่วยหมดสติในห้องฉุกเฉิน (มาตรา 26(1))
  • จำเป็นเพื่อการวินิจฉัยโรค การให้บริการด้านสุขภาพ และการรักษาทางการแพทย์ ตามกฎหมาย หรือตามสัญญาระหว่างผู้ป่วยกับผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์ ภายใต้หน้าที่รักษาความลับ (มาตรา 26(5)(ก))
  • ประโยชน์สาธารณะด้านการสาธารณสุข เช่น การป้องกันโรคติดต่ออันตรายหรือโรคระบาด (มาตรา 26(5)(ข))
  • สิทธิตามกองทุนและสวัสดิการที่กฎหมายกำหนด เช่น หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประกันสังคม และสวัสดิการรักษาพยาบาลของผู้มีสิทธิตามกฎหมาย (มาตรา 26(5)(ค))
  • การศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์หรือสถิติ ซึ่งต้องมีมาตรการคุ้มครองสิทธิของเจ้าของข้อมูลตามที่คณะกรรมการประกาศ (มาตรา 26(5)(ง))

ข้อยกเว้นเหล่านี้ใช้ได้เท่าที่ “จำเป็น” สำหรับวัตถุประสงค์นั้นเท่านั้น ข้อมูลที่เก็บมาเพื่อรักษาจึงไม่ได้แปลว่านำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นได้โดยอัตโนมัติ

เมื่อใดต้องขอความยินยอม และความยินยอมที่ใช้ได้ต้องเป็นอย่างไร

กิจกรรมที่มักอยู่นอกขอบเขตการรักษา และควรพิจารณาฐานทางกฎหมายแยกต่างหาก เช่น

  • ส่งข้อมูลให้บริษัทประกันเอกชนหรือนายจ้าง ซึ่งโดยทั่วไปต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้ง เว้นแต่มีฐานอื่นรองรับ
  • ใช้ภาพหรือเรื่องราวของผู้ป่วยในสื่อประชาสัมพันธ์
  • ส่งข่าวสารการตลาดหรือโปรโมชันแพ็กเกจตรวจสุขภาพ
  • นำเวชระเบียนไปวิจัยหรือพัฒนา AI

มาตรา 19 กำหนดให้ขอความยินยอมโดยชัดแจ้ง เป็นหนังสือหรือผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ แจ้งวัตถุประสงค์ให้ชัด แยกออกจากข้อความอื่น ใช้ภาษาที่อ่านเข้าใจง่ายและไม่ทำให้เข้าใจผิด และต้องคำนึงว่าผู้ป่วยให้ความยินยอมอย่างอิสระ ไม่ผูกเป็นเงื่อนไขของบริการที่ไม่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลนั้น ผู้ป่วยถอนความยินยอมได้ทุกเมื่อ และการถอนต้องทำได้ง่ายเช่นเดียวกับการให้

ในทางปฏิบัติ ควรแยกแบบฟอร์มยินยอมรับการรักษาออกจากแบบฟอร์มความยินยอมด้านข้อมูลอื่น ๆ และไม่ใช้วิธี “ถือว่ายินยอม” จากการลงทะเบียนหรือการมารับบริการ

สิทธิของผู้ป่วยที่ระบบต้องรองรับ

  • สิทธิขอเข้าถึงและขอรับสำเนาข้อมูล ซึ่งต้องดำเนินการภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ (มาตรา 30)
  • สิทธิขอให้แก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และสมบูรณ์ (มาตรา 35–36)
  • สิทธิคัดค้าน ขอให้ลบ หรือขอให้ระงับการใช้ข้อมูล ในกรณีที่กฎหมายกำหนด (มาตรา 32–34)
  • สิทธิถอนความยินยอมสำหรับกิจกรรมที่อาศัยความยินยอม (มาตรา 19)

สิทธิขอลบมีข้อจำกัด เพราะโรงพยาบาลมีหน้าที่เก็บเวชระเบียนตามกฎหมายอื่นด้วย เช่น พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 กำหนดให้ผู้ดำเนินการสถานพยาบาลเอกชนจัดให้มีบันทึกเกี่ยวกับผู้ป่วยและเก็บไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปีนับแต่วันที่ผู้ป่วยมารับบริการครั้งสุดท้าย ระบบจึงควรแยกให้ออกว่าข้อมูลส่วนใดต้องเก็บตามกฎหมาย และส่วนใดลบหรือระงับได้

มาตรการความมั่นคงปลอดภัยขั้นต่ำ

มาตรา 37(1) และประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565 กำหนดให้มีมาตรการทั้งด้านองค์กร เทคนิค และกายภาพ ที่ครอบคลุมการรักษาความลับ ความถูกต้องครบถ้วน และสภาพพร้อมใช้งานของข้อมูล รวมถึงการควบคุมการเข้าถึงและการตรวจสอบย้อนหลัง สำหรับโรงพยาบาล มาตรการที่ควรมีอย่างน้อย ได้แก่

  • สิทธิ์เข้าถึงตามบทบาทหน้าที่ (role-based access) และทบทวนสิทธิ์เมื่อมีการย้ายหรือลาออก
  • ช่องทางเข้าถึงฉุกเฉิน (break-glass) ที่ต้องบันทึกเหตุผล และมีผู้ทบทวนภายหลัง
  • บันทึกว่าใครเปิดดูเวชระเบียนใด เมื่อใด และสุ่มตรวจบันทึกอย่างสม่ำเสมอ
  • เข้ารหัสข้อมูลบนอุปกรณ์พกพาและสื่อสำรองข้อมูล
  • ช่องทางสื่อสารเรื่องผู้ป่วยที่องค์กรควบคุมได้ แทนการส่งผ่านแชตส่วนตัว
  • การทำลายเอกสารและสื่อบันทึกที่มีหลักฐานตรวจสอบได้

คู่สัญญาที่ประมวลผลข้อมูลแทนโรงพยาบาล

ผู้ให้บริการระบบบนคลาวด์ ห้องปฏิบัติการภายนอก บริษัททำลายเอกสาร หรือผู้พัฒนา AI ที่ทำงานตามคำสั่งของโรงพยาบาล มักมีสถานะเป็น “ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล” มาตรา 40 กำหนดให้ผู้ประมวลผลดำเนินการตามคำสั่งของผู้ควบคุมข้อมูล จัดมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัย และแจ้งเหตุละเมิดให้ผู้ควบคุมทราบ ส่วนโรงพยาบาลในฐานะผู้ควบคุมต้องจัดให้มีข้อตกลงกำกับการดำเนินงานของผู้ประมวลผล

ความรับผิดชอบไม่ได้หมดไปเมื่อจ้างคนอื่นทำ ในปี 2568 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ลงโทษปรับโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง 1.2 ล้านบาท หลังมีภาพถุงขนมที่ทำจากเวชระเบียนผู้ป่วยเผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย และพบเวชระเบียนหลุดไปกว่า 1,000 ฉบับในขั้นตอนการส่งทำลายเอกสาร กระทรวงสาธารณสุขจึงย้ำว่าหน่วยงานที่ใช้ผู้รับจ้างทำลายเอกสารต้องมีมาตรการควบคุมกำกับ และมีข้อตกลงการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (Data Processing Agreement) กับผู้รับจ้าง

เมื่อเกิดเหตุละเมิดข้อมูล: 72 ชั่วโมงแรก

มาตรา 37(4) กำหนดให้ผู้ควบคุมข้อมูลแจ้งเหตุละเมิดต่อ สคส. โดยไม่ชักช้า ภายใน 72 ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุเท่าที่จะสามารถกระทำได้ เว้นแต่การละเมิดนั้นไม่มีความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล หากมีความเสี่ยงสูง ต้องแจ้งผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบพร้อมแนวทางเยียวยาโดยไม่ชักช้าด้วย รายละเอียดการประเมินและวิธีแจ้งอยู่ในประกาศคณะกรรมการฯ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2565

72 ชั่วโมงผ่านไปเร็วมากหากไม่ได้เตรียมไว้ก่อน ควรกำหนดทีมรับมือและผู้มีอำนาจตัดสินใจ เตรียมแบบฟอร์มประเมินความเสี่ยงและข้อความแจ้งผู้ป่วยล่วงหน้า และซ้อมแผนร่วมกับฝ่ายไอที ฝ่ายกฎหมาย และฝ่ายสื่อสารองค์กร โรงพยาบาลที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศยังมีหน้าที่รายงานภัยคุกคามตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 แยกต่างหาก (อ่านเพิ่มใน Cybersecurity สำหรับโรงพยาบาล)

เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPO)

มาตรา 41(3) กำหนดให้ผู้ควบคุมข้อมูลที่มีกิจกรรมหลักเป็นการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลอ่อนไหวตามมาตรา 26 ต้องจัดให้มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPO) ซึ่งโดยทั่วไปครอบคลุมการให้บริการของโรงพยาบาล ส่วนหน่วยงานของรัฐมีประกาศคณะกรรมการฯ กำหนดแยกต่างหาก DPO ควรรายงานต่อผู้บริหารสูงสุดได้โดยตรง และมีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นออกแบบระบบหรือโครงการใหม่ ไม่ใช่เข้ามาตรวจหลังเปิดใช้แล้ว

ส่งข้อมูลไปต่างประเทศและการใช้คลาวด์

PDPA ไม่ได้ห้ามเก็บข้อมูลนอกประเทศ แต่การส่งหรือโอนข้อมูลไปต่างประเทศต้องเป็นไปตามมาตรา 28–29 และประกาศคณะกรรมการฯ สองฉบับที่มีผลตั้งแต่ 24 มีนาคม 2567 ซึ่งรองรับกลไก เช่น ประเทศปลายทางที่มีมาตรฐานเพียงพอ นโยบายภายในกลุ่มกิจการที่ สคส. รับรอง (BCR) และมาตรการคุ้มครองที่เหมาะสม เช่น สัญญามาตรฐาน ประกาศยังระบุว่าการเก็บข้อมูลไว้กับผู้ให้บริการคลาวด์ที่บุคคลอื่นเข้าถึงไม่ได้ อาจไม่ถือเป็นการส่งหรือโอนข้อมูล หากมีมาตรการทางเทคนิคหรือข้อสัญญารองรับ ควรให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาเป็นกรณีไป (อ่านเพิ่มใน Cloud หรือ On-Premise)

การวิจัยและการพัฒนา AI จากเวชระเบียน

การนำข้อมูลผู้ป่วยไปวิจัยต้องอาศัยฐานตามมาตรา 26(5)(ง) พร้อมมาตรการคุ้มครองตามประกาศคณะกรรมการฯ หรือขอความยินยอมโดยชัดแจ้ง ส่วนการพัฒนาและใช้งาน AI นั้น สคส. ได้เผยแพร่แนวทางการดำเนินการด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับการพัฒนาและการใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เมื่อ 7 ตุลาคม 2569 ก่อนนำเวชระเบียนไปพัฒนาหรือทดสอบ AI ควรระบุให้ชัดว่าใครเป็นผู้ควบคุมและใครเป็นผู้ประมวลผล ใช้ฐานทางกฎหมายใด ลดการระบุตัวตน (pseudonymisation) เท่าที่ทำได้ และให้แพทย์ยังเป็นผู้ตัดสินใจทางคลินิก (อ่านเพิ่มใน AI Governance สำหรับโรงพยาบาล)

บทลงโทษที่ผู้บริหารควรรู้

  • โทษทางปกครอง ปรับได้สูงสุด 5 ล้านบาท สำหรับการฝ่าฝืนเกี่ยวกับข้อมูลอ่อนไหว (มาตรา 84) โดย สคส. มีประกาศหลักเกณฑ์การพิจารณาออกคำสั่งลงโทษปรับทางปกครอง พ.ศ. 2568
  • โทษทางอาญา การใช้หรือเปิดเผยข้อมูลอ่อนไหวโดยมิชอบ มีโทษจำคุกและปรับ และหนักขึ้นหากทำเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ (มาตรา 79)
  • ความรับผิดทางแพ่ง ศาลสั่งให้จ่ายค่าสินไหมทดแทนเพื่อการลงโทษเพิ่มได้สูงสุด 2 เท่าของค่าเสียหายจริง (มาตรา 78)

Checklist สำหรับโรงพยาบาล

  • ทำบันทึกรายการกิจกรรมการประมวลผล (RoPA) ว่าเก็บข้อมูลอะไร เพื่ออะไร ใช้ฐานใด และส่งให้ใคร
  • แยกกิจกรรมที่อาศัยข้อยกเว้นด้านการรักษาออกจากกิจกรรมที่ต้องขอความยินยอม
  • ปรับแบบฟอร์มความยินยอมให้ชัดแจ้ง แยกส่วน และถอนได้ง่าย
  • มีประกาศความเป็นส่วนตัวสำหรับผู้ป่วยที่อ่านเข้าใจง่าย
  • มีช่องทางและขั้นตอนรับคำขอใช้สิทธิของผู้ป่วยภายใน 30 วัน
  • ทบทวนสิทธิ์เข้าถึงระบบ และตรวจบันทึกการเปิดดูเวชระเบียนเป็นประจำ
  • มีข้อตกลงการประมวลผลข้อมูลกับคู่สัญญาทุกราย รวมถึงผู้รับจ้างทำลายเอกสาร
  • มีแผนรับมือเหตุละเมิดที่ซ้อมแล้ว และแจ้ง สคส. ได้ภายใน 72 ชั่วโมง
  • แต่งตั้ง DPO และให้มีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มออกแบบโครงการ
  • ตรวจสอบเงื่อนไขก่อนส่งข้อมูลไปต่างประเทศหรือใช้คลาวด์

คำถามที่พบบ่อย

ผู้ป่วยขอให้โรงพยาบาลลบเวชระเบียนได้ไหม

สิทธิขอลบมีข้อจำกัด เพราะโรงพยาบาลต้องเก็บเวชระเบียนตามกฎหมายอื่นด้วย เช่น พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 กำหนดให้ผู้ดำเนินการสถานพยาบาลเอกชนเก็บบันทึกผู้ป่วยไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปีนับแต่วันที่มารับบริการครั้งสุดท้าย

โรงพยาบาลต้องแต่งตั้ง DPO ไหม

โดยทั่วไปต้องมี เพราะมาตรา 41(3) กำหนดให้ผู้ควบคุมข้อมูลที่มีกิจกรรมหลักเป็นการเก็บ ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลอ่อนไหวตามมาตรา 26 ต้องจัดให้มี DPO ส่วนหน่วยงานของรัฐมีประกาศคณะกรรมการฯ กำหนดแยกต่างหาก

ฝ่าฝืน PDPA เรื่องข้อมูลสุขภาพมีโทษอะไรบ้าง

มีโทษทางปกครองปรับสูงสุด 5 ล้านบาท (มาตรา 84) โทษอาญาจำคุกและปรับกรณีใช้หรือเปิดเผยข้อมูลอ่อนไหวโดยมิชอบ (มาตรา 79) และค่าสินไหมทดแทนเพื่อการลงโทษเพิ่มได้สูงสุด 2 เท่าของค่าเสียหายจริง (มาตรา 78)

แหล่งอ้างอิง

อ่านต่อ